ภาพยนตร์ Ordinary People เรื่องราวเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับครอบครัวที่เสียลูกชายคนโตไป

Ordinary People

Ordinary People

Ordinary People หนังเรื่องนี้ หาได้ มี ความธรรมดา แม้แต่น้อย ผลงาน ดูแล เรื่อง แรก ของRobert Redford

ที่เข้าชิง Oscar 6 สาขา ได้มา 4 รวมถึง BestPicture และ Best Director, เรื่องราว เชิงจิตวิทยา เกี่ยวกับ

ครอบครัวที่เสียลูกชายคนโตไป พวกเขา จะ ต่อกรจัดการกับปัญหา อย่างไรกับการสิ้นไป ครั้งนี้, หนัง ประเด็นนี้

“ต้องมองให้ได้ ก่อนตาย”

เวลาครอบครัวประสบกับปัญหาต่างๆ บางครั้งเราก็สามารถอดทนใช้ชีวิตอยู่กับมันได้โดยไม่พูดหรือแสดงออกมา

แต่การกระทำเช่นนี้มีแต่จะสะสมให้เรื้อรัง เสมือนระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดออก เมื่อใดที่ความอัดอั้นตันใจถึงขีด

สุด ทุกสิ่งอย่างก็จะสายเกินที่จะแก้ไข

Ordinary People ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ Judith Guest ที่ต่อมากลายเป็นหนังสือบังคับอ่าน

(School Text) ใน high school ที่อเมริกา (โห ถ้าเมืองไทยมีนิยายที่ซับซ้อนขนาดนี้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา

นะ ผมว่าเด็กไทยจะโคตรฉลาดเลยละ!), Guest พูดถึงนิยายของเธอว่า ‘พวกเขาเป็นแค่ครอบครัวธรรมดาๆ ที่ได้

เข้าสู่โลกของสถิติ ที่ทางเลือกที่ดีที่สุดไม่ได้ให้ผลออกมายอดเยี่ยมที่สุด แต่มีความเสถียรภาพที่สุด’

They are ordinary people, after all. For a time they had entered the world of the newspaper

statistic; a world where any measure you took to feel better was temporary, at best, but that is

over. This is permanent. It must be.

Robert Redford ได้อ่านนิยายตั้งแต่เวอร์ชั่นต้นฉบับที่ส่งให้บรรณาธิการพิสูจน์ตัวอักษร และได้พบปะพูดคุยกับ

Guest ชิงตัดหน้าซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปสร้างหนังก่อนที่นิยายจะวางขายเสียอีก, นิยายตีพิมพ์ปี 1976 แต่การ

ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ใช้เวลานานมาก ร่างฉบับแรกใช้เวลา 1 ปีกับอีก 6 เดือน ส่วนร่างที่สองใช้เวลาอีก 1

ปี, ทีแรก Paramount Pictures ตั้งใจให้ Redford รับบทนำ แต่ระหว่างที่รอบทหนังเสร็จ Redford ตัดสินใจที่

จะกำกับหนังด้วยตนเอง โดยให้เหตุผลว่า ‘นิยายเล่มนี้ ได้ทำให้ระลึกถึงตัวเขาเองในช่วงชีวิตหนึ่ง’ ซึ่งคาดว่า

อาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง Redford กับพ่อ เพราะที่หลังจากแม่ทิ้งครอบครัวไป ทั้งสองต้องใช้ชีวิตร่วมกัน

หลายปี

 มีผู้กำกับ 5 คนที่ได้ Oscar สาขา Best Director จากหนังเรื่องแรกที่กำกับ (Redford เป็นคนที่ 3)

– Delbert Mann กับ Marty (1955)
– Jerome Robbins กับ West Side Story (1961) **ได้ร่วมกับ Robert Wise
– James L. Brooks กับ Terms of Endearment(1983)
– Kevin Costner กับ Dances with Wolves (1990)

>>> หนัง hd <<<

Calvin Jarrett (พ่อ) รับบทโดย Donald Sutherland ชายผู้อาภัพ ไม่เคยจะได้เข้าชิง Oscar สักครั้ง (แต่ได้

Golden Globe มาแล้ว 2 ตัว), พ่อเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย แต่การแสดงออก มักจะดูเคอะเขิน (Awkard)

ทำตัวไม่ค่อยถูก กระนั้นใครๆก็รู้ได้ว่าความรักของพ่อนั้นเป็นของจริง, สิ่งที่พ่อตระหนักได้ในหนังต่อภรรยาของ

เขา ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ น่าเจ็บปวดใจที่สุด กับคนรักกันอยู่กินกันมาหลายสิบปี แล้วเพิ่งมาตระหนักได้ว่า แท้จริง

เธออาจไม่รักเขาเลย มันจะเจ็บปวดแค่ไหน, การไม่ได้เข้าชิง Oscar ของ Sutherland จากการแสดงนี้ถือโหดร้า

ยมากๆ มันน่าเจ็บใจไม่แพ้ความรู้สึกนี้ที่เขาแสดงออกมาขณะนั้นในหนังเลย

Beth Jarrett (แม่) รับบทโดย Mary Tyler Moore เธอเป็นเจ้าแม่ sitcoms จากเรื่อง The Mary Tyler Moore

Show (1970–77) ที่โด่งดังมากในอเมริกา (ถึงขนาดมีรูปปั้นของเธอจากซีรีย์นี้ใน Minneapolis), หลังจากการ

ตายของลูกคนโต แม่ได้สร้างโลกของตนเองขึ้นมา ปิดตัวเองกักขังอยู่ข้างใน ไม่พยายามเปิดเผยสิ่งที่อยู่ข้างใน

จิตใจให้ใครคนอื่นเห็น แม้แต่คนในครอบครัว นั่นทำให้เธอไม่สามารถเข้าใจลูกชาย และไม่นานพ่อก็เริ่มสังเกต

เห็นความผิดปกติ, แม่เป็นคนแข็งนอกอ่อนใน ไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่ใครๆคิดกัน ขณะที่ความจริงของเธอได้ถูก

เผยออก (โดยพ่อ) ทำให้เธอสั่นกลัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน การหนีออกจากบ้านเพราะไม่อยากให้ใครเห็น

โลกของเธอที่ถูกทำลายลง, การแสดงของ Moore นี่ระดับ Oscar เลยนะครับ (เสียดายที่ไม่ได้) โดยเฉพาะ

ขณะเธอขณะกลัวจนตัวสั่น ทำเอาผมขนลุกเลย เห็นว่าลูกชายของเธอเสียชีวิตในปีนั้นด้วย ไม่แน่ว่าการสั่นนี้ จะ

เป็นความรู้สึกของเธอจริงๆก็ได้

Conrad Jarrett รับบทโดย Timothy Hutton ชายอายุน้อยที่สุดที่ได้ Oscar สาขาการแสดง ขณะขึ้นรับรางวัล

เขาอายุ 20 ปี 227 วัน (ปัจจุบันสถิตินี้ยังคงอยู่นะครับ), Conrad เป็นเด็กที่ไม่เข้าใจตัวเอง เขาโทษตัวเองกับ

ความผิดทุกอย่างที่เกิดขึ้น จากการเสียชีวิตของพี่ ทั้งๆที่ความผิดไม่ได้เกิดจากเขา แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจหรือ

แสดงออกมาได้, ผมคิดว่าปัญหาของ Conrad น่าจะเกิดจากการเลี้ยงดู โดยเฉพาะอิทธิพลของแม่ที่เหมือนจะรัก

พี่ชายเขามากกว่ารักตน และฮอร์โมนของวัยรุ่น ที่ทำให้เขาอารมณ์แปรปรวน ไม่เข้าใจตนเอง, Jim Hutton พ่อ

ของ Timothy เสียชีวิตขณะที่กำลังถ่ายทำหนังเรื่องนี้อยู่ แม้ตัวเขาจะบอกว่าไม่ได้เอาความรู้สึกสูญเสียพ่อเป็น

อารมณ์ประกอบการแสดง แต่ตอนที่ขึ้นรับรางวัล Oscar ก็อุทิศรางวัลนี้ให้กับพ่อของตน

Judd Hirsch รับบทจิตแพทย์ Dr. Tyrone C. Berger ถือเป็นบทที่มีความสำคัญมากๆ เพราะทำให้เราสามารถ

วิเคราะห์ เข้าใจปมปัญหาของตัวละครต่างๆ, Hirsch เป็นนักแสดง TV-Series ที่ขณะนั้นโด่งดังจากเรื่อง Taxi

(1978-1983) เขาตกลงรับเล่นหนัง ด้วยสัญญาที่ว่า ต้องใช้เวลาเข้าฉากไม่เกิน 9 วัน (เพื่อจะได้ไม่ขัดขวางการ

ถ่ายซีรีย์) การแสดงของเขาราวกับเป็นจิตแพทย์จริงๆ ทั้งบุคคลิก ท่าทาง คำพูด ความเข้าใจ และการตอบโต้

ทางอารมณ์กับ Conrade ที่ถือว่าสมจริง ทรงพลังมากๆ แน่นอนต้องได้เข้าชิง Oscar แต่คู่แข่งของ Hirsch กลับ

คือ Hutton จากหนังเรื่องเดียวกัน ซึ่งเขาจะไปเด่นกว่าพระเอกของหนังตัวจริงได้ยังไง

สำหรับหญิงสาวสองคนในหนัง Elizabeth McGovern รับบท Jeannine Pratt ที่น่าจะกลายเป็นแฟนของ

Conrade ถึงเธอจะไม่รู้ว่าพื้นหลังของพระเอกเป็นยังไง แต่ก็พยายามยอมรับและทำความเข้าใจเขา, Dinah

Manoff รับบท Karen Aldrich เพื่อนของ Conrade ขณะที่เขาอยู่ในโรงพยาบาล แต่เธอยังไม่หายป่วยดี สังเกต

ได้จากการกระทำที่เหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง ผลลัพท์ตอนท้ายก็ถือว่าคาดไม่ถึงทีเดียว

ถ่ายภาพโดย John Bailey, นี่เป็นหนังครอบครัว ที่ฉากส่วนใหญ่ถ่ายภายใน การเคลื่อนกล้องในบ้านที่คับแคบจะ

ทำได้ยากลำบาก ที่เห็นบ่อยคือ การแพนกล้อง แช่กล้อง แล้วพึ่งการตัดต่อ, จุดเด่นอยู่ที่การจัดแสงในห้องให้

เหมาะสมกับอารมณ์ อย่างฉากในห้องของจิตแพทย์ ช่วงแรกๆจะมีความสว่างมากหน่อย แล้วจะค่อยๆมืดขึ้น

เรื่อยๆ จนไคลน์แม็กซ์การพบจิตแพทย์ครั้งสุดท้าย เรื่องราวเกิดขึ้นตอนกลางคืน มีแสงไฟจากโคมไฟเท่านั้น

ตัดต่อโดย Jeff Kanew, การเล่าเรื่องจะมีการตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ปัจจุบัน กับภาพ Flashback ที่มาเป็น

เหมือนแฟลชแวบๆ มาแปปๆ เหมือนภาพความทรงจำที่ยังติดตาค้างคาอยู่ในหัว, มุมมองการเล่าเรื่องจะสลับไป

มาระหว่าง พ่อ-แม่ และลูก เราจะเห็นการเข้าสังคมของครอบครัวที่ต่างกันไป โลกของผู้ใหญ่ก็อย่างหนึ่ง โลก

ของเด็กก็อีกอย่างหนึ่ง จุดเชื่อมกันของพวกเขามีแค่ในบ้านเท่านั้น และห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง คือสถาน

ที่ที่ทั้ง 3 อยู่ร่วมกัน

มีฉากหนึ่งที่ผมชอบมากๆ คืองานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนพ่อ-แม่ หนังใช้การแช่กล้องและตัดต่อ สลับไปมาให้รู้สึก

เหมือนนี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีความต่อเนื่อง เป็นภาพประติดประต่อของความทรงจำที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ แค่

สังสรรค์พบปะพูดคุยแล้วแยกจาก, ผมนึกถึง The Draughtsman’s Contract (1982) ที่ฉากเปิดเรื่อง มีลักษณะ

คล้ายๆกับฉากนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากว่า Peter Greenaway อาจได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องนี้

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *