AGE ค้นจุดต่ำสุดถ่านหินยุคโควิด เสริมเกมรุกโลจิสติกส์-พลังงานทดแทน

AGE ค้นจุดต่ำสุดถ่านหินยุคโควิด พลิกแผนธุรกิจกระจายเสี่ยง เสริมเกมรุกโลจิสติกส์-พลังงานทดแทน

นายพนม ควรสถาพร ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) เปิดเผยกับ “อินโฟเควสท์” ภาพรวมทิศทางราคาถ่านหินในช่วงนี้กำลังเข้าสู่จุดต่ำสุดและมีแนวโน้มผันผวน สะท้อนได้จากดัชนีราคาอ้างอิงถ่านหิน NEX ปรับตัวลดลงมาต่อเนื่อง หลังจากได้รับผลกระทบจากภาวะโอเวอร์ซัพพลายในตลาดถ่านหินทั่วโลกและถูกซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวเชื่อมโยงมายังความต้องการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าของหลายอุตสาหกรรมหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบันพบว่าราคาถ่านหินได้ปรับตัวลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับราคาเชื้อเพลิงประเภทอื่น แต่มีโอกาสเริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวที่ดีขึ้น เพราะหากราคาถ่านหินยังทรงตัวอยู่ในระดับนี้จะส่งผลให้ผู้ผลิตเหมืองถ่านหินส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับการขาดทุน เป็นเหตุผลให้อาจเห็นการปรับลดกำลังการผลิตลง ขณะที่ความต้องการในตลาดโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้นหากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ผ่อนคลายในเชิงบวก โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นผู้นำเข้าถ่านหินรายใหญ่หากเศรษฐกิจจีนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ น่าจะเป็นหนึ่งตัวแปรสำคัญผลักดันราคาถ่านหินฟื้นตัวได้ชัดเจนอีกครั้ง

“แม้ว่าธุรกิจหลัก AGE คือการเทรดดิ้งถ่านหินทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ แต่บริษัทมีนโยบายมุ่งเน้นบริหารความเสี่ยงกระจายลงทุนในตลาดต่างประเทศและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์บริการขนส่งถ่านหินแบบครบวงจร และขยายการลงทุนร่วมกับพันธมิตรในธุรกิจพลังงานทดแทน ช่วยเพิ่มรายได้เข้ามาสม่ำเสมอในอนาคต ส่งผลให้โครงสร้างรายได้ปีนี้ยอดขายถ่านหินในประเทศจะลดลงเหลือ 70% จากเดิม 90% และยอดขายถ่านหินในต่างประเทศขยับขึ้นเป็น 20% จากเดิม 10% ส่วนธุรกิจโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นเป็น 10% จากเดิม 5% ของรายได้ทั้งหมด”นายพนม กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างทบทวนปรับประมาณการรายได้ปีนี้จากปัจจุบันคาดเติบโตแตะ 8 พันล้านบาท และมีปริมาณขายถ่านหินทั้งหมด 3.5 ล้านตัน เพราะแม้ว่าปริมาณขายจะเติบโตขึ้น แต่ราคาถ่านหินที่ปรับตัวลดลงก็มีผลกระทบต่อรายได้รวมให้ลดลงด้วยเช่นกัน ดังนั้นยังต้องรอติดตามสถานการณ์ของราคาถ่านหินและความต้องการในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ก่อนว่าจะฟื้นตัวได้หรือไม่

สำหรับแผนขยายตลาดถ่านหินในต่างประเทศ บริษัทได้จัดตั้งคณะทำงานใหม่เพื่อมาขยายงานในต่างประเทศโดยเฉพาะ เพราะเล็งเห็นโอกาสเติบโตในตลาดประเทศภูมิภาคเอเชียที่มีความต้องการถ่านหินเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี โดยเฉพาะในประเทศเวียดนามย้อนหลังไปในปี 61 และ62 ความต้องการถ่านหินเติบโตเป็นเท่าตัว บริษัทได้ไปขยายการลงทุนสร้างคลังสินค้าและโรงคัดแยกถ่านหินระบบปิดที่ Dong Nai ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนามขนาดพื้นที่รวม 25 ไร่ กำลังการผลิตสูงสุด 1,500 ตันต่อวัน และสามารถเก็บกองถ่านหินปริมาณสูงสุด 100,000 ตัน ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นเป็นลำดับเชื่อว่าในระยะอันใกล้ภาวะเศรษฐกิจของเวียดนามน่าจะกลับมาเติบโตได้ดีขึ้น อ่านเพิ่มเติม

ทางเข้า ufabet

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *