การค้นหาทรัพย์สินที่เป็นของลูกหนี้

การสืบทรัพย์บังคับคดี ตามคำพิพากษา

การสืบทรัพย์บังคับคดี ตามคำพิพากษา คือ การค้นหาทรัพย์สินที่เป็นของลูกหนี้ คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของลูกหนี้ ทั้งทรัพย์สินที่เป็น สังหาริมทรัพย์ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน เป็นต้น และ อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ตลอดจน บัญชีเงินฝากธนาคาร และดำเนินการบังคับคดีเพื่อให้ลูกหนี้ได้รับการชำระหนี้ตามคำพิพากษา ปกติเมื่อศาลทำการพิจารณาคดี พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องของโจทก์ และมีคำสั่งให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหนี้จะได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้ได้โดยง่าน เพราะลูกหนี้บางคนอาจยังไม่ยินยอมชำระหนี้ เจ้าหนี้จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการบังคับคดีลูกหนี้ให้ชำระ หนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ได้กำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ชนะคดีตามคำพิพากษาต้องปฏิบัติตามกฎหมายเสียก่อน จึงจะมีอำนาจนำเจ้าพนักงานบังคับคดีออกอายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ หรือขับไล่แล้วแต่กรณีไป การสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้นั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ ไม่หน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ เพราะไม่มีลูกหนี้รายใดที่จะยินยอมบอกเจ้าหนี้ว่าตนเองมีทรัพย์สินอะไรอยู่บ้าง เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมายึดทรัพย์

การสืบทรัพย์บังคับคดี ตามคำพิพากษา

ขั้นตอนในการ สืบทรัพย์ บังคับคดี ตามคำพิพาษา

1. หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว หากจำเลยไม่มาฟังคำพิพากษา ทนายความจะต้องส่งคำบังคับให้จำเลยทราบ โดยแถลงต่อศาลที่โจทก์ได้ฟ้องคดีเป็นหนังสือตามแบบของศาลและนำหมายส่งคำบังคับ เพื่อให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษา หากพ้นกำหนดตามคำบังคับแล้ว จำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามโดยไม่ยอมชำระหนี้ ทนายความจะขอต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดี ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อยึด อายัดทรัพย์ของจำเลยมาใช้หนี้ ตามคำพิพากษา พร้อมคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาของศาล , คำบังคับ , หมายบังคับคดีของศาลเพื่อใช้ประกอบในการยึดทรัพย์ของจำเลยต่อไป private detective bangkok
2. จะต้องทำการสืบทรัพย์ของลูกหนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยาก เพราะทรัพย์ที่สืบพบก็ต้องแน่ใจว่าเป็นของลูกหนี้จริงๆ จึงจะทำการยึดทรัพย์ได้ โดยหลักๆจะต้องทำการ

 สืบทรัพย์ เพื่อสืบหาในบัญชีที่เป็นชื่อลูกหนี้ (รวมทั้งกรณีที่ลูกหนี้ใช้ชื่อคนอื่นในการเปิดบัญชีธนาคารแทนชื่อตนเอง) ตามบัญชีเงินฝากธนาคารต่างๆ หรือลูกหนี้มีการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นกู้ ทองคำ พันธบัตรรัฐบาล มีการลงทุนในกองทุนต่างๆ ของสถาบันการเงิน หรือมีการซื้อสลากออมสินหรือไม่

สืบทรัพย์ เพื่อหาว่าลูกหนี้มีเงินเดือนหรือผลตอบแทนอื่นใดจากการประกอบอาชีพหรือการทำงานหรือไม่

สืบทรัพย์ เพื่อหาทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ เช่น รถยนต์ , สิ่งของเครื่องใช้ภายในที่พักอาศัย อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน หรือเครื่องจักรในโรงงาน เป็นต้น

สืบทรัพย์ เพื่อสืบหาทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม ร้านค้า อาคาร สำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

สืบทรัพย์ เพื่อสืบหาว่าลูกหนี้มีการประกอบธุรกิจ หรือเป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนในบริษัท ห้างร้าน หรือการประกอบกิจการอื่นใดอีกหรือไม่

สืบทรัพย์ เพื่อสืบหาว่าลูกหนี้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ เช่น เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ , สิทธิบัตร , เครื่องหมายการค้าหรือไม่ เป็นต้น

สืบทรัพย์ เพื่อสืบหาว่าลูกหนี้มีสิทธิที่จะได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้ของลูกหนี้ตามกฎหมายหรือไม่ เช่น ลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้ของบุคคลอื่นที่ต้องชำระเงินแก่ลูกหนี้หรือไม่ ลูกหนี้มีสิทธิได้รับค่าจ้าง หรือรับค่าเช่า สัญญาซื้อขายที่ลูกหนี้มีสิทธิ์ได้รับเงินตามสัญญา เพื่อทนายความจะได้ดำเนินการใช้สิทธิเรียกร้องจากลูกหนี้ตามกฎหมายต่อไป

สืบทรัพย์ เพื่อสืบหาทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้จำหน่าย จ่าย หรือโอนทรัพย์สินให้กับบุคคลอื่นในระหว่างที่เป็นหนี้เจ้าหนี้หรือไม่ หรือมีการทำสัญญาในลักษณะที่เป็นนิติกรรมอำพราง เช่น แกล้งว่าตนเองเป็นหนี้เงินกู้บุคคลอื่นอีกโดยการทำสัญญาเงินกู้ขึ้นมาใหม่อีกโดยที่ตนเองไม่ได้เป็นหนี้จำนวนนั้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ทนายความจะได้ดำเนินการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวที่ลูกหนี้ได้กระทำขึ้นเพื่อเจตนาไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้ หรือฟ้องลูกหนี้ในข้อหาโกงเจ้าหนี้ต่อไป ซึ่งทนายความจะการดำเนินการสืบทรัพย์ข้างต้น ทั้งในส่วนของสามี หรือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และรวมถึงบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของลูกหนี้ด้วย หากทรัพย์ที่ต้องการจะยึดอยู่นอกเขตอำนาจศาลที่ฟ้องคดี ต้องทำการตั้งเรื่องยึดทรัพย์ข้ามเขตยังสำนักงานบังคับคดีพื้นที่ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลนั้น

3. เมื่อสืบทรัพย์พบทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว ทางทนายความจะต้องดำเนินการบังคับคดี ตามประเภทของทรัพย์สินที่สืบทรัพย์พบ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
  • ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่สืบทรัพย์พบเป็นเงินสดซึ่งอยู่ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นบัญชีประเภทใด ทนายความจะแจ้งรายละเอียดของบัญชีนั้นๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ จากนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการอายัดเงินในบัญชีดังกล่าว โดยการส่งหนังสือแจ้งการอายัดไปยังธนาคารที่ลูกหนี้ได้เปิดบัญชีเอาไว้นั้นเพื่อให้ธนาคารนำส่งเงินให้กับเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้แจ้งให้เจ้าหนี้มารับเงินดังกล่าวต่อไป ซึ่งกรณีนี้เจ้าหนี้จะได้รับเงินเร็วที่สุด
  • ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่สืบทรัพย์พบเป็นสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น รถยนต์ , อุปกรณ์หรือเครื่องมือเครื่องใช้ภายในบ้านพัก , เครื่องจักรในโรงงาน, สินค้านี้ที่ผลิตเสร็จแล้ว หรือ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในสำนักงาน เป็นต้น ทนายความจะทำการนัดหมายกับเจ้าพนักงานบังคับคดี แล้วนำเจ้าพนักงานบังคับคดีออกไปทำการตรวจยึดทรัพย์สินดังกล่าวตามสถานที่ที่พบ เพื่อนำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด และนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ต่อไป
  • ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่สืบทรัพย์พบเป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน , บ้าน , คอนโดมิเนียม , อาคารสำนักงาน หรือโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ทนายความจะทำการคัดถ่ายสำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นจากสำนักงานที่ดินที่อสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ตั้งอยู่พร้อมกับรับรองสำเนา ทำแผนที่ ถ่ายรูป และทำราคาประเมิน เบื้องต้น เพื่อนำมาทำการตั้งเรื่องยึดทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทำเรื่องยึดทรัพย์แจ้งไปยังนายทะเบียนของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ และแจ้งลูกหนี้หรือผู้มีส่วนได้เสียทราบตามกฎหมายและทำการประเมินราคา แล้วนำอสังหาริมทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ต่อไป
  • ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่สืบทรัพย์พบเป็นทรัพย์สินประเภทอื่น เช่น การประกอบธุรกิจ บริษัท ห้างหุ้นส่วน ร้านค้า หุ้น หรือหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ สิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ ทนายความจะแจ้งรายละเอียดของทรัพย์สินเหล่านั้นให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ เพื่อทำการอายัดและยึดทรัพย์ เพื่อนำเอาทรัพย์สินเหล่านั้น ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ต่อไปภายใน 15 วัน
4.ขั้นตอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ในการขายทอดตลาดจะเป็นการขายทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งได้ทำการยึดมาแล้วโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยจะเป็นการประมูลขายให้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งลูกหนี้อาจส่งตัวแทนเข้าร่วมการประมูลด้วยก็ได้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการจะซื้อทรัพย์สินนั้นได้มีการเสนอราคาแข่งกัน ใครให้ราคาที่สูงกว่าก็จะได้ทรัพย์สินนั้นไป ในกรณีที่ราคาที่ประมูลต่ำกว่าความเป็นจริงเกินไป เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถที่จะทำการคัดค้านราคาขายได้ โดยปกติแล้วทางสำนักงานบังคับคดีจะนัดหมายการประมูลไว้ 4 ครั้ง หากขายได้ก่อนก็จะยกเลิกนัดถัดไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งขั้นตอนการขายทอดตลาดดังกล่าว ทนายความทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเสียเปรียบของเจ้าหนี้ในการขายทอดตลาดในทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ทำการตรวจยึดมาได้ อันเป็นการรักษาผลประโยชน์ของเจ้าหนี้เพื่อให้ได้รับการชำระหนี้มากที่สุด
ระยะเวลาในการบังคับคดี : ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง(ม.275)

เมื่อแจ้งการยึดไปยังลูกหนี้และผู้มีส่วนได้เสียแล้ว เจ้าพนักงานจะดำเนินการ รายงานศาลขอนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาด

ขั้นตอนการประกาศขายทอดตลาด

1 จัดทำประกาศขาย ระบุ รายละเอียดทรัพย์ ราคาประเมิน วัน เวลา สถานที่ขาย พร้อมข้อสังเกต คำเตือน เงื่อนไข

2 ส่งประกาศขายให้ผู้มีส่วนได้เสีย

3 ปิดประกาศขายไว้โดยเปิดเผย

ขั้นตอนการขายทอดตลาด

1 ไม่มีผู้เสนอราคา ให้งดขาย

2 มีผู้เสนอราคาสูงสุดและเป็นราคาที่สมควรขาย ไม่มีผู้คัดค้านราคา ให้เคาะไม้ขาย

3 มีผู้คัดค้านราคา เลื่อนการขายไปนัดหน้า ผู้เสนอราคาสูงสุดผูกพันกับการเสนอราคา 30 วัน

4 กำหนดขายนัดต่อไป เคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุด

การชำระราคาค่าซื้อทรัพย์

» สังหาริมทรัพย์ ชำระเงินสดทันที

» อสังหาริมทรัพย์ เงินที่วางเป็นหลักประกันเป็นเงินมัดจำเงินที่เหลือชำระภายใน 15 วัน มีเหตุจำเป็นขอขยายเวลาวางเงินได้ 3 เดือน

การอายัดทรัพย์สิน

สิทธิเรียกร้องที่อายัดได้

1 เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยขยัน ค่าล่วงเวลา

2 โบนัส

3 เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน

4 เงินฝากในบัญชีธนาคาร สถาบันการเงิน

5 เงินปันผลหุ้น

6 ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าทรัพย์สิน ค่างวดงานตามสัญญาจ้างงาน ฯลฯ

การอายัดเงินลูกหนี้ รายละเอียดดังนี้

1 เงินเดือน ค่าจ้าง ไม่เกิน 30 % ในส่วนที่เกิน 20,000 บาท

2 โบนัส ไม่เกิน 50%

3 เบี้ยขยัน ค่าล่วงเวลา ไม่เกิน 30%

4 เงินตอบแทนกรณีออกจากงาน 100% ในส่วนที่เกินกว่า 300,000 บาท

เตรียมเอกสารประกอบการอายัด ดังนี้

1 สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของ รับรองไม่เกิน 1 เดือน

2 หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

3 หลักฐานแห่งสิทธิเรียกร้องหรือสำเนาเอกสารที่มีข้อความระบุถึงความมีอยู่ของเงิน

4 สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือรับรองนิติบุคคลของบุคคลภายนอกผู้รับคำสั่งอายัด นายทะเบียนรับรองไม่เกิน 1 เดือน

5 สำเนาคำฟ้องและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยในชั้นฟ้อง

6 เอกสารอื่นๆ ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด

การพิจารณาลดอายัดเงินเดือน 

1 ลูกหนี้ขอลดการอายัด ส่งหนังสือรับรองเงินเดือน หลักฐานความจำเป็น

2 เจ้าพนักงานพิจารณาลดอายัดเงินได้ ไม่เกินกึ่งหนึ่ง

3 เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ไม่เห็นชอบ ให้ร้องต่อศาลเพื่อกำหนดจำนวนเงินที่อายัดใหม่

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป เส้นทางการเป็น ยอดนักสืบ มืออาชีพ

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *