กฎหมายลักษณะครอบครัว

กฎหมายลักษณะครอบครัว บัญญัติไว้ในบรรพ ๕

กฎหมายลักษณะครอบครัว บัญญัติไว้ในบรรพ ๕

กฎหมายลักษณะครอบครัว บัญญัติไว้ในบรรพ ๕ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประกอบด้วยเรื่องสำคัญ ๆ อยู่หลายเรื่อง แต่ในบทนี้จะศึกษาเฉพาะเรื่องการสมรส อาทิเช่นการหมั้น เงื่อนไขแห่งการหมั้นและการสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา และการสิ้นสุดของการสมรส เป็นต้น private detective bangkok

การหมั้น

หมายถึง การที่ชายและหญิงทำสัญญาว่าจะทำการสมรสอยู่กินกันฉันท์สามีภริยา

เงื่อนไขของการหมั้น

เงื่อนไขของการหมั้นกฎหมายได้กำหนดไว้ ๒ ประการคือ

๑) อายุของคู่หมั้น การที่ชายจะหมั้นหญิงได้บุคคลทั้งสองต้องมีอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์ การหมั้นโดยฝ่าฝืนเงื่อนไขเรื่องอายุการหมั้นจะมีผลเป็นโมฆะ ถึงแม้บิดามารดาของทั้งสองฝ่ายจะยินยอมก็ตาม (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๓๕)

๒) ความยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง กรณีที่ยังเป็นผู้เยาว์และอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์แล้ว จะทำการหมั้นกันต้องได้ความยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครองก่อน มิเช่นนั้นการหมั้นจะทำให้ตกเป็นโมฆียะได้ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๓๖)

แบบของการหมั้น

การหมั้นกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าจะต้องมีของหมั้นและฝ่ายชายจะต้องส่งมอบของหมั้นให้กับหญิง

ของหมั้น หมายความถึง ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนให้แก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น ของหมั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่หญิงทันที เมื่อมีการส่งมอบหรือโอนให้ในวันหมั้น ถ้าหากมีการส่งมอบเพียงบางส่วนในวันหมั้นส่วนที่ยังมิได้ส่งมอบให้โดยสัญญาว่าจะนำมามอบให้ในวันข้างหน้าถือว่าไม่เป็นของหมั้น หากมีการส่งมอบให้ถือว่าเป็นการให้โดยเสน่หา

การผิดสัญญาหมั้น

หมายถึง การที่คู่หมั้นฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ยอมทำการสมรสกับคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งผลของการผิดสัญญาหมั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหมั้น คู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิดังนี้

๑) สิทธิเรียกค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหมั้น ค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหมั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔- กำหนดไว้ ๓ กรณี คือ

(๑) ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิง

(๒) ค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดาได้ใช้จ่าย หรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร

(๓) ค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปด้วยคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส

๒) สิทธิเกี่ยวกับของหมั้น ของหมั้นเมื่อมอบให้หญิงแล้ว กรรมสิทธิ์ก็ตกเป็นของฝ่ายหญิงคู่หมั้น ๆ ไม่ต้องคืนให้ชาย แต่หญิงผิดสัญญาหมั้นหรือชายบอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะมีเหตุสำคัญเกิดแก่หญิง หญิงก็ต้องคืนของหมั้นให้แก่ชาย

การระงับของการหมั้น

การหมั้นสามารถระงับได้ในกรณีดังต่อไปนี้

๑) ด้วยความยินยอมของคู่หมั้นทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้เป็นไปตามหลักทั่วไปของสัญญาเลิกกันโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย อาจตกลงเลิกกันด้วยเพียงวาจาก็ได้ ดังนั้นหากตกลงยินยอมเลิกสัญญาหมั้นแล้ว ต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่ชาย ตามหลักเรื่องการเลิกสัญญา และคู่หมั้นไม่สามารถเรียกค่าทดแทนได้

๒) ชายหรือหญิงคู่หมั้นถึงแก่ความตาย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายก่อนจะได้ทำการสมรส ถือว่าสัญญาหมั้นระงับลงโดยปริยาย อีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกเอาค่าทดแทนไม่ได้ไม่ต้องคำนึงว่าความตายเกิดขึ้นจากความผิดของอีกฝ่ายหนึ่งและของหมั้นหรือสินสอดก็ไม่ต้องคืนเพราะไม่ใช่เป็นการผิดสัญญาหมั้น

๓) การระงับเพราะมีเหตุสำคัญ เป็นกรณีที่คู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือเกิดความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ทำให้ไม่สมควรที่จะสมรสด้วย คู่หมั้นอีก ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกการหมั้นได้ ได้แก่

(๑) เหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง เช่น หญิงคู่หมั้นยอมให้ชายอื่นร่วมประเวณีระหว่างการหมั้น หรือวิกลจริต หรือได้รับอันตรายสาหัสจนพิการ หรือเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงเป็นต้น ชายคู่หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้นและเรียกของหมั้นคืนได้

(๒) เหตุสำคัญอันเกิดแก่ชาย เช่น ชายตกเป็นคนไร้สมรรถภาพทางเพศ หรือตกเป็นคนวิกลจริต หรือเป็นคนพิการ หรือต้องโทษจำคุก หรือชายคู่หมั้นเป็นชู้กับภริยาคนอื่น หรือไปข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่น เป็นต้น หญิงคู่หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้นได้และไม่ต้องคืนของหมั้นให้แก่ชาย กรณีที่มีผู้อื่นได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้นโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้น ชายหรือหญิงคู่หมั้นเมื่อได้บอกเลิกสัญญาหมั้นแล้ว ยังมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผู้อื่นซึ่งได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้นของตนได้อีกแต่จะต้องมีการบอกเลิกสัญญาหมั้นก่อน หากเป็นกรณีที่ผู้อื่นข่มขืนหรือพยายามข่มขืนกระทำชำเราคู่หมั้นโดยรู้หรือควรรู้ถึงการหมั้น ชายหรือหญิงคู่หมั้นอาจเรียก ค่าทดแทนจากผู้ที่ข่มขืนนั้นได้ โดยไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาหมั้น

สินสอด

เป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส สินสอดเป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่บิดามารดาฝ่ายหญิง ดังนั้นต้องมีการตกลงให้สินสอดก่อนสมรสแม้ว่าสินสอดเป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้บิดามารดาฝ้ายหญิงเพื่อตอบแทนการสมรสด้วย แต่ฝ่ายชายมีสิทธิเรียกสินสอดคืนจากฝ่ายหญิงได้ในกรณีดังต่อไปนี้

๑) ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง เหตุสำคัญนี้จะกระทบกระเทือนถึงการสมรสที่จะมีขึ้น เช่น หญิงคู่หมั้นร่วมประเวณีกับชายอื่น หรือเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง หรือถูกจำคุก เป็นต้น

๒) ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีพฤติการณ์ที่ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ พฤติการณ์นี้หมายรวมทั้งพฤติการณ์ที่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้ปกครองของหญิงคู่หมั้นได้ก่อให้เกิดขึ้น เช่นไม่ยอมให้หญิงสมรสกับชาย หรือหญิงคู่หมั้นละทิ้งชายคู่หมั้นกลับไปอยู่บ้านไม่ยอมติดต่อกับฝ่ายชายอีกต่อไป เป็นต้น เหล่านี้เป็นพฤติการณ์ที่ฝ่ายหญิงต้องรับผิด ทำให้ขายไม่อาจสมรสกับหญิงได้

การคืนของหมั้นหรือสินสอด

เป็นกรณีที่ฝ่ายหญิงและบิดามารดาหญิงจะต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดวิธีการคืน มีหลักดังนี้

๑) ถ้าของหมั้นหรือสินสอดเป็นเงินตรา มีหลักคือ ฝ่ายหญิงมีหน้าที่ต้องคืนเพียงส่วนที่มีอยู่ในขณะเรียกคืน

๒) ถ้าของหมั่นหรือสินสอดเป็นทรัพย์สินที่ไม่ใช่เงินตรา หลักคือ ฝ่ายหญิงต้องคืนทรัพย์สินในสภาพที่เป็นอยู่ในเวลาเรียกคืนโดยไม่ต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สูญหายหรือ บุบสลายแต่อย่างใด

อายุความ

อายุความเกี่ยวกับการใช้สิทธิบางเรื่องเกี่ยวกับการหมั้น เป็นกรณีดังนี้

๑) การใช้สิทธิเรียกร้องคำาทดแทนจากคู่หมั้น ในกรณีมีการผิดสัญญาหมั้น มีกำหนดเวลาภายในหกเดือนนับแต่วันผิดสัญญาหมั้น นอกจากนี้การเรียกค่าทดแทนจากผู้อื่น กรณีคู่หมั้น (ชายหรือหญิง) เสียตัวให้แก่ผู้อื่นหรือถูกข่มขืน พยายามข่มขืนจากผู้อื่น มีอายุความหกเดือนนับแต่วันที่ชายหรือหญิงคู่หมั้นรู้หรือควรรู้ถึงการกระทำของผู้อื่นอันจะเป็นเหตุให้เรียกค่าทดแทนและรู้ตัวผู้ซึ่งจะพึงใช้ ค่าทดแทนนั้นแต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ผู้อื่นได้กระทำการดังกล่าว

๒) การเรียกของหมั้นคืน ในกรณีเพราะมีเหตุสำคัญเกิดแก่หญิงมีกำหนดเวลา หกเดือนนับแต่วันที่ได้บอกเลิกสัญญาหมั้น สำหรับสินสอดมีอายุความสิบปี

การสมรส

หมายถึง การที่ชายและหญิงสมัครใจเข้ามาอยู่กินกันฉันสามีภริยา ซึ่งกฎหมายกำหนดเงื่อนไขควบคุมไว้หลายประการ

เงื่อนไขการสมรส

กฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการสมรส ไว้มีดังนี้

๑) ชายและหญิงต้องมีอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์ ชายและหญิงอายุต้องครบตามเงื่อนไขหากสมรสโดยฝ่าฝืนมีผลให้การสมรสเป็นโมฆียะ เว้นแต่เป็นกรณีที่ศาลอนุญาตให้ทำการสมรสกันได้การสมรสจึงจะสมบูรณ์ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘)

๒) ชายหรือหญิงต้องไม่เป็นคนวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ข้อห้ามการสมรสของคนวิกลจริตกฎหมายถือว่าไม่สามารถที่จะสร้างครอบครัว หรือทำนิติกรรมใดๆ ได้ าจสร้างความเสียหายต่อสังคมจึงกำหนดข้อห้ามนี้ไว้ หากฝ่าฝืนเงื่อนไขนี้ ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๙)

๓) ชายและหญิงไม่เป็นญาติสืบสายโลหิตหรือมิได้เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เหตุผลของข้อห้ามนี้เพราะในทางการแพทย์ บุตรที่เกิดมาอาจจะเป็นโรคปัญญาอ่อนหรือสุขภาพไม่แข็งแรง และยังเป็นข้อห้ามทางด้านศีลธรรม การสมรสผ่าฝืนเงื่อนไขนี้มีผลเป็นโมฆะ(ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๐)

๔) ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรม ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้ เป็นความเกี่ยวพันกันทางกฎหมาย ทำให้ผลของการรับบุตรบุญธรรมต้องถูกยกเลิกไป(ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๑)

๕) ชายหรือหญิงมิได้เป็นคู่สมรสของบุคคลอื่นอยู่ เป็นการห้ามทำการสมรสซ้อน หากฝ่าฝืนแล้วทำให้การสมรสเป็นโมฆะ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๒)

๖) ชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน การสมรสแม้ว่าจะเป็นเสรีภาพของแต่ละบุคคล แต่ต้องอยู่ภายใต้ความสมัครใจด้วยจึงต้องได้รับความยินยอม ดังนั้นกฎหมายจึงต้องให้ชายและหญิงแสดงความยินยอมต่อหน้านายทะเบียนและบันทึกไว้ การสมรสที่ฝ่าฝืนความยินยอมนี้มีผลทำให้การสมรสนั้นเป็นโมฆะ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๘)

๗) หญิงหม้ายจะสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อเวลาไม่น้อยกว่า ๓๑o วันนับแต่วันที่ขาดจากการสมรสเดิม กรณีหญิงหม้ายมีเหตุผลเนื่องจากเกรงว่าหญิงหม้ายที่สมรสใหม่เกิดมีบุตร อาจไม่ทราบว่าเป็นบุตรของสามีเก่าหรือสามีใหม่ แต่มีข้อยกเว้น กรณีหญิงนั้นได้คลอดบุตรแล้ว หรือหญิงสมรสกับสามีเดิม หรือมีใบรับรองแพทย์ว่าหญิงนั้นมิได้ตั้งครรภ์ หรือมีคำสั่งศาลให้หญิงทำการสมรสได้ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๓)

๘) ความยินยอมของบิดามารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมกรณีผู้เยาว์จะสมรสการสมรสถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคลก็ตาม แต่ถ้าเป็นผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมก่อน การยินยอมกฎหมายกำหนดวิธีการเฉพาะโดยลงลายมือชื่อในทะเบียนขณะจดทะเบียนสมรส ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อให้ความยินยอม หรือถ้ามีเหตุจำเป็นก็สามารถให้ความยินยอมด้วยวาจาต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนก็ได้ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๔)

 แบบการสมรส

ชายและหญิงจะถือว่าเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายต้องสมรสกันโดยมีการจดทะเบียนสมรส ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๗๘ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๕ ที่ใช้บังคับจนถึงปัจจุบันนี้ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๗)

ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา

ความสัมพันธ์ของสามีภริยากฎหมายได้กำหนดไว้สองลักษณะได้แก่ ความสัมพันธ์ในทางส่วนตัวและความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สิน

๑. ความสัมพันธ์ในทางส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๔๖๑ ได้กำหนดไว้ ได้แก่

๑.๑ อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา หมายถึง การอยู่ร่วมชีวิตในการครองเรือน อยู่ร่วมบ้านเดียวกันและทั้งร่วมประเวณีต่อกันด้วย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้อยู่กินกันฉันสามีภริยาแล้วอาจนำไปสู่เหตุแห่งการฟ้องหย่าได้

๑.๒ ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัน สามีภริยามีหน้าที่ให้การช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน เช่น ดูแลบ้าน บุตร ให้สิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพ

๒. ความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สินระบบทรัพย์สินของสามีภริยา มี ๒ ประเภท คือ

๒.๑ สินส่วนตัว คือ ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๑ ได้แบ่งเป็น ๔ ประเภท ได้แก่

(๑) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส ทรัพย์สินประเภทนี้พิจารณาจากการสมรสเป็นสำคัญ หากได้ความว่าเป็นของฝ่ายใดที่ได้มาก่อนสมรส ก็ถือว่าเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น

(๒) ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะหรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทรัพย์สินประเภทนี้เป็นสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวที่ไม่ปะปนกัน

(๓) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หาเป็นกรณีที่สามีหรือภริยาได้ทรัพย์มาโดยการรับมรดก

(๔) ทรัพย์สินที่เป็นของหมัน เป็นทรัพย์สินเฉพาะหญิงเท่านั้นหากระหว่างสมรสอาจมีการจำหน่าย จ่าย โอน สินส่วนตัวแล้วได้เงินหรือทรัพย์สินอื่นมา ถือว่าเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มานั้นยังเป็นสินส่วนตัวอยู่ตามเดิม

การจัดการสินส่วนตัว มีหลักอยู่ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรสฝ่ายนั้นโดยเฉพาะสินส่วนตัวของฝ่ายใดฝ่ายนั้นก็มีสิทธิจัดการโดยลำพัง ไม่ต้องขอความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง ระหว่างสมรสอาจมีการจำหน่าย จ่าย โอน

๒.๒ สินสมรส หมายถึง ทรัพย์สินที่สามีภริยาทำมาหาได้ร่วมกัน แต่ละฝ่ายจึงมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกัน เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของสามีและภริยา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๗๕ ได้แบ่ง สินสมรสแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่

(๑) ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส เป็นการพิจารณาเรื่องการได้มาในระหว่างสมรสที่ไม่ใช้สินส่วนตัว ซึ่งม่ต้องคำนึงว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะมีส่วนในการทำให้ได้มาหรือไม่ หากได้มาระหว่างสมรส เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน เงินบำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด เงินชดเชยการเลิกจ้าง เงินค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพ ค่าสินไหมทดแทนจากการถูกกระทำละเมิด เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการเสี่ยงโชค เหล่านี้เป็นสินสมรสทั้งสิ้น

(๒) ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือระบุว่าเป็นสินสมรส กรณีที่เจ้ามรดกหรือผู้ยกให้โดยเสน่หาระบุในหนังสือยกให้หรือระบุในพินัยกรรมว่าเป็นสินสมรสแล้ว ก็ทำให้ทรัพย์สินนั้นก็ตกเป็นสินสมรสที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันดังนั้นต้องพิจารณาเจตนาของผู้ให้เป็นสำคัญ

(๓) ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว แม้หลักทั่วไปเรื่องดอกผลของทรัพย์ของ ดอกผลที่เกิดจากทรัพย์ใดย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของแม่ทรัพย์นั้น แต่กรณีนี้กฎหมายบัญญัติให้เป็นพิเศษให้เป็นสินสมรส ไม่ว่าจะเป็นดอกผลธรรมดาหรือดอกผลนิตินัยการจัดการเกี่ยวกับสินสมรสหลักทั่วไปในเรื่องการจัดการสินสมรส ถ้ามิใช่นิติกรรมที่สำคัญมากตามที่กฎหมายระบุไว้โดยเฉพาะ สามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิจัดการสินสมรสโดยลำพัง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ กำหนดว่าสามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกัน ได้แก่

๑) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนองซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้

๒) ก่อตั้งหรือกระทำให้สิ้นสุดลงทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัยสิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกินหรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์

๓) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี

๔) ให้กู้ยืมเงิน

๕) การให้โดยเสน่หาเว้นแต่การให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล               เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา

๖) ประนีประนอมยอมความ

๗) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการ

๘) นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล หากคู่สมรสต้องการจัดการเกี่ยวกับสินสมรสโดยลำพังหรือจะขอยกเว้น ๘ กรณีสามารถทำได้โดยทำเป็นสัญญาก่อนสมรส คือ ต้องระบุไว้ว่าสามารถจัดการได้ทั้ง ๘ กรณีหรือเฉพาะกรณีใดกรณีหนึ่งเท่านั้นก็ทำได้ หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปจัดการโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายมีสิทธิร้องขอต่อศาลเพื่อเพิกถอนการจัดการสินสมรสนั้นได้ โดยต้องฟ้องภายใน ๑ ปีนับแต่วันที่ได้รู้ถึงเหตุหรือไม่เกิน ๑0 ปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรม หากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันหรือรับรอง หรือขณะทำนิติกรรมบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิขอเพิกถอน

หนี้สินของสามีภริยา

กฎหมายแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑. หนี้ที่มีมาก่อนสมรส หนี้ที่สามีหรือภริยามีมาก่อนสมรส ถือเป็นหนี้ที่ฝ่ายนั้นต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้เป็นส่วนตัว เจ้าหนี้จะต้องบังคับเอาจากสินส่วนตัวของคู่สมรสที่เป็นลูกหนี้ก่อน เมื่อไม่พอจึงขอชำระเอาจากสินสมรสส่วนที่เป็นของฝ่ายนั้น

๒. หนี้ที่ก่อขึ้นในระหว่างสมรส เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสมีลักษณะเป็นหนี้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙o ได้กำหนดไว้กล่าวคือ

๒.๑ หนี้ที่เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู ตลอดจนการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ หมายความว่า แม้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อหนี้ขึ้นมาตามลำพัง ซึ่งเป็นการก่อหนี้ที่เป็นประโยชน์แก่ครอบครัวที่จะดำรงอยู่ได้ กฎหมายจึงกำหนดให้เป็นหนี้ร่วมกัน อีกฝ่ายหนึ่งต้องรับผิดด้วย

๒.๒ หนี้เกี่ยวข้องกับสินสมรส หมายความถึง หนี้เกี่ยวข้องกับสินสมรสโดยตรง

๒.๓ หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งคู่สมรสทำร่วมกัน หนี้ประเภทนี้ต้องเกิดขึ้นหรือมีมาเนื่องจากงานที่ทั้งคู่ทำด้วยกันและเกี่ยวเนื่องกับกิจการงานที่ทำร่วมกัน หนี้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวแต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน เช่น สามีไปกู้ยืมเงินโดยลำพัง แต่สามีได้ให้ความยินยอมโดยลงลายมือชื่อในสัญญากู้หรือเป็นพยานในสัญญากู้ หนี้ดังกล่าว

การสิ้นสุดของการสมรส

ตามกฎหมายกำหนดให้การสิ้นสุดแห่งการสมรสไว้ ประการ คือ

๑. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย หมายถึง เป็นการตายตามธรรมชาติโดยอาจถูกทำให้ตายหรือตายเอง

๒. ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรสที่เป็นโมฆียะได้แก่ ชายและหญิงอายุยังไม่ครบ สิบเจ็ดปีบริบูรณ์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง การสมรสโดยสำคัญผิดตัว การสมรสโดยถูกกลฉ้อฉล การสมรสโดยถูกข่มขู่

๓. คู่สมรสหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาการหย่าอาจทำได้ ๒ กรณี คือ การหย่าโดยความยินยอมกับการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล

(๑) การหย่าโดยความยินยอม การหย่าในกรณีนี้ต้องทำเป็นหนังสือและมีพยาน

ลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน จากนั้นต้องนำไป จดทะเบียนการหย่าจึงสมบูรณ์ (ตามประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๔)

(๒) การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล หากคู่สมรสไม่สามารถตกลงหย่าโดยความยินยอมได้ หากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งมีความประสงค์จะหย่าต้องมีเหตุเกิดแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๖ กำหนดเหตุไว้ ๑๒ เหตุ กล่าวคือ

(ก) กรณีสามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามีเป็นชู้หรือมีชู้ หรือได้ร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(ข) กรณีสามีหรือภริยาประพฤติชั่ว แต่จะต้องเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง

๑) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง

๒) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของอีกฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป

(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร เมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาพิจารณาประกอบ

(๓) กรณีสามีหรือภริยาทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างร้ายแรง

(๔) กรณีสามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี

(๕) กรณีสามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและได้ถูกจำคุกเกิน หนึ่งปี เป็นกรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถูกจำคุกในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร

(๖) กรณีสามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง

(๗) กรณีสามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำเป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ

(๘) กรณีสามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี

(๙) กรณีสามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญหรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่น

(๑๐) กรณีสามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี

(๑๑) กรณีสามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่อร้ายแรงและเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่ง

(๑๒) กรณีสามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล

หมายเหตุ เหตุฟ้องหย่ากรณีอุปการะยกย่องหญิงอื่นหรือภริยามีชู้และกรณีเหตุเรื่องประพฤติชั่ว ถ้าคู่สมรสอีกฝ่ายได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจด้วย จะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี

ระยะเวลาการใช้สิทธิฟ้องหย่า

ระยะเวลาที่จะต้องฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุหย่านั้น โดยทั่วไปไม่มีอายุความ เว้นแต่เหตุดังต่อไปนี้ มีอายุความฟ้องหย่า 1 ปีนับแต่วันที่ผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริง ซึ่งตนอาจยกขึ้นเป็นข้อกล่าวอ้างได้ ได้แก่ กรณีสามีอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นหรือภริยามีชู้ สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว สามีหรือภริยาทำร้ายร่างกาย หรือหมิ่นประมาทอีกฝ่ายหนึ่ง สามีหรือภริยาไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ ส่วนเหตุหย่าอื่น ๆ ไม่มีอายุความ ตราบใดที่เหตุนั้นมีอยู่ก็ฟ้องหย่าได้

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป  บทบาทหน้าที่ของนักสืบเอกชน

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *